9/29/2553

การฝากครรภ์

พาคุณแม่ไปฝากครรภ์ article

  เมื่อ ทราบแน่ชัดแล้วว่า คุณกำลังตั้งครรภ์ คุณแม่ควรรีบไปฝากครรภ์แต่เนิ่นๆ โดยไม่ควรเกิน 3 เดือนนับจากวันที่มีประจำเดือนครั้งสุดท้าย เพื่อให้แน่ใจว่าครรภ์ปกติและลูกน้อยแข็งแรงสมบูรณ์ ซึ่งคุณหมอจะทำการตรวจในเรื่องต่างๆ เหล่านี้ให้กับคุณแม่
  • ชั่ง น้ำหนัก เพื่อดูว่าน้ำหนักเพิ่มตามเกณฑ์หรือไม่ อย่ากังวลหากน้ำหนักจะลดลงบ้างใน 3 เดือนแรก ซึ่งมักมาจากอาการแพ้ท้อง และหากน้ำหนักเพิ่มอย่างรวดเร็วในช่วงท้ายของการตั้งครรภ์ อาจเกิดจากภาวะครรภ์เป็นพิษได้
  • วัดส่วนสูง การฝากครรภ์ครั้งแรกจะมีการวัดส่วนสูง เพื่อเป็นตัวบอกคร่าวๆ ถึงลักษณะของเชิงกราน ถ้าเล็กอาจทำให้คลอดยากได้
  • วัด ความดันโลหิต ความดันโลหิตของคุณแม่อาจลดต่ำลงบ้างในระหว่างตั้งครรภ์ แต่หากมีภาวะความดันโลหิตสูง อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ครรภ์เป็นพิษ ภาวะเครียด กังวล
  • ตรวจ เลือด ครั้งแรกจะมีการตรวจเลือดเพื่อหากรุ๊ปเลือดและ Rh กรุ๊ป ตรวจหาภาวะโลหิตจาง ซึ่งจะตรวจซ้ำอีกเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 32 สัปดาห์ ตรวจภูมิต้านทานหัดเยอรมัน ตรวจว่าไม่มีโรคทางเพศสัมพันธ์ และดูลักษณะเม็ดเลือดผิดปกติบางชนิด
  • ตรวจ ปัสสาวะ เพื่อตรวจน้ำตาล หาภาวะเบาหวาน ตรวจว่ามีโปรตีนในปัสสาวะหรือไม่ เพราะถ้ามีจะบ่งว่าไตทำงานไม่ปกติ ถ้าตรวจพบโปรตีนในช่วงหลังๆ ของการตั้งครรภ์ อาจพบว่าเกิดจากครรภ์เป็นพิษได้
  • ตรวจ ภายใน ในครั้งแรกเพื่อให้แน่ใจถึงระยะเวลาการตั้งครรภ์ และตรวจปากมดลูกว่าปิดสนิทดี และอาจตรวจเซลล์ปากมดลูกด้วยว่ามีเซลล์ผิดปกติหรือไม่
  • ซัก ประวัติเกี่ยวกับการขาดประจำเดือน อาการแพ้ท้อง เด็กดิ้น ประวัติการเจ็บป่วย ประวัติการตั้งครรภ์และการคลอดครั้งก่อนๆ ประวัติความเจ็บป่วยในครอบครัว การแพ้ยาต่างๆ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการดูแลระหว่างตั้งครรภ์และการคลอด
  • การตรวจครรภ์อย่างละเอียด และคาดคะเนกำหนดคลอด
  • ให้คำแนะนำ หรือตอบปัญหาต่างๆ ที่คุณแม่เจอในระหว่างตั้งครรภ์ และอาจสั่งยาบำรุง หรือยาอื่นๆ ที่จำเป็น
 สำหรับ ระยะเวลาที่คุณแม่ควรกำหนดในการตรวจตลอดการตั้งครรภ์ คือ ตั้งแต่ฝากครรภ์ครั้งแรกจนถึง 7 เดือน ควรไปตรวจเดือนละครั้ง ระหว่าง 7-8 เดือนควรไปตรวจทุก 2 สัปดาห์ และเดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์ควรไปตรวจทุกสัปดาห์ แต่ถ้ามีอาการครรภ์ผิดปกติ ก็ควรไปพบหมอให้บ่อยกว่าที่กำหนด

เลือกกุมารแพทย์ให้ลูก
โดย ปกติ เมื่อทราบว่าตั้งครรภ์ ว่าที่คุณแม่ส่วนใหญ่มักจะสอบถามเพื่อนฝูง คนรู้จัก เพื่อขอคำแนะนำในการฝากครรภ์ว่าควรจะฝากที่ไหน  แพทย์คนใด  แต่ส่วนใหญ่มักจะลืมไปว่า หลังจากคลอดแล้ว แพทย์ที่จะดูแลลูกต่อจากนั้นไม่ใช่สูติแพทย์ท่านเดิมแล้วค่ะ   จะต้องเปลี่ยนเป็นกุมารแพทย์  ฉะนั้นก่อนคลอดควรสอบถามและเลือกกุมารแพทย์ที่สนับสนุน การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ให้เป็นกุมารแพทย์ ประจำตัวลูกนะคะ  (ถ้าก่อนคลอด คุณแม่ไม่ได้ระบุว่าต้องการกุมารแพทย์ท่านใด ทางโรงพยาบาลจะจัดให้เองค่ะ)     
แม้ ว่าแพทย์และพยาบาลทุกท่านจะพูดตรงกันว่า การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทารก แต่ก็ไม่ใช่ว่าแพทย์หรือพยาบาลทุกท่านจะสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ อย่างจริงจัง    ส่วนใหญ่จะสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ก็ต่อเมื่อกรณีนั้นไม่มีปัญหา   แต่ถ้าหากมีปัญหาเมื่อใด ส่วนใหญ่ก็จะแนะนำให้หย่านม หรือใช้นมผสมช่วย   แพทย์หรือพยาบาลที่สนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างแท้จริง จะต้องพยายามอย่างเต็มที่ ในการที่จะช่วยเหลือ หรือแก้ปัญหาให้คุณแม่ เพื่อให้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ดำเนินต่อไปได้
ต่อไปนี้เป็นข้อสังเกตว่าแพทย์หรือพยาบาลท่านนั้น ไม่ได้  สนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ อย่างจริงจัง
1. แพทย์ท่านนั้นให้นมผสมที่แจกฟรีเป็นตัวอย่าง รวมทั้งเอกสารแนะนำคุณสมบัติของนมผสมยี่ห้อนั้นๆ แก่คุณ
การ แจกตัวอย่างนมผสมผ่านโรงพยาบาลหรือบุคลากรทางการแพทย์นั้น เป็นสุดยอดการตลาดที่สร้างความน่าเชื่อถือให้กับคุณแม่ทั้งหลายว่านมผสมนั้น ดีไม่แพ้นมแม่  ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด
2.แพทย์ท่านนั้นบอกกับคุณว่านมผสมหรือนมแม่ก็เหมือนๆ กัน
แม้ ว่าทารกที่กินนมผสมหรือกินนมแม่ ต่างก็เจริญเติบโตได้เหมือนๆ กัน  ไม่ได้หมายความว่า นมผสมจะเหมือนกับนมแม่ทุกประการ  มีส่วนประกอบหลายชนิดที่มีในนมแม่  แต่ไม่มีในนมผสม  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภูมิคุ้มกันและเซลล์ที่ทำหน้าที่ป้องกันการติดเชื้อโรคของทารก 
3. แพทย์ท่านนั้นบอกกับคุณว่านมผสมยี่ห้อ XXX ดีที่สุด
4.แพทย์ท่านนั้นบอกกับคุณว่า ไม่จำเป็นต้องรีบพาลูกมาดูดนมทันทีหลังคลอด เพราะคุณแม่ควรจะพักผ่อน
แม้ จะไม่จำเป็นจริงๆ  แต่การนำลูกมาดูดนมแม่ทันทีหลังคลอดนั้น เป็นประโยชน์อย่างมากในการช่วยให้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นไปอย่างราบรื่น  เพราะการกระตุ้นเร็ว  น้ำนมก็จะมาเร็ว
5.แพทย์ ท่านนั้นบอกกับคุณว่า เด็กทารกไม่มีปัญหากับการสับสนในการดูดนมแม่หรือนมขวดหรอก ควรจะหัดให้ดูดขวดเร็วๆ ลูกจะได้ไม่ปฏิเสธขวดในภายหลัง
การ ดูดนมแม่และดูดขวดนั้นมีลักษณะการดูดที่แตกต่างกัน การดูดขวดนมนั้น น้ำนมจะไหลเร็วตลอดเวลา โดยที่ลูกไม่ต้องออกแรงมาก ทำให้ลูกเคยชินกับการดูดขวดนมได้ง่าย เพียงแค่ให้ดูดครั้งหรือสองครั้ง หลังจากนั้นลูกจะปฎิเสธการดูดนมแม่ เพราะต้องใช้ความพยายามมากกว่า
6. แพทย์ท่านนั้นแนะนำให้คุณหยุดให้นมลูก เมื่อคุณหรือลูกไม่สบาย
ใน ความเป็นจริงแล้ว เมื่อคุณหรือลูกป่วย มีน้อยกรณีมากที่จะไม่สามารถให้นมต่อได้  ไม่ว่าจะเป็นโรคอะไร มียาหลายชนิดที่แพทย์สามารถเลือกใช้ได้ โดยไม่กระทบกับการให้นมลูกของคุณ  หากได้รับคำแนะนำให้หยุดให้นมลูกจากแพทย์ท่านใด  แสดงว่าแพทย์นั้นไม่เห็นความสำคัญของ การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่  ขอให้สงสัยไว้ก่อน และลองปรึกษาแพทย์คนใหม่ดู  
7. แพทย์ท่านนั้นพูดหรือแสดงอาการแปลกใจว่า ทำไมคุณยังเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อยู่  ทั้งๆ ที่ลูกอายุตั้ง 6 เดือนแล้ว
8.แพทย์ท่านนั้นบอกว่าหลังจาก 6 เดือน นมแม่ไม่มีประโยชน์แล้ว
ไม่ ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน นมแม่ก็ยังเป็น นม เหมือนเดิม มีไขมัน โปรตีน พลังงาน วิตามินและภูมิคุ้มกัน ที่ช่วยป้องกันเชื้อโรคให้กับทารกได้เหมือนเดิมทุกประการ
9.แพทย์ท่านนั้นแนะนำว่า ไม่ควรปล่อยให้ลูกหลับคาอกแม่
ถ้า ลูกหลับได้เองโดยไม่ต้องดูดนมแม่ก็เป็นเรื่องดี  แต่การที่ลูกหลับคาอกแม่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ไม่ควรทำ  กลับเป็นเรื่องที่น่าเพลิดเพลินเสียด้วยซ้ำ  ลูกก็หลับ แม่ก็ได้พักผ่อน อบอุ่นกันทั้งแม่ทั้งลูก 
ย่อความจาก How to Know a Health Professional is not Supportive of Breastfeeding  By Jack Newman, MD, FRCPC

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น